ก้าวสู่การเป็นนักเขียนมืออาชีพ
 
เมื่อไหร่ดีที่ควรมีหนังสือเป็นของตัวเอง!?!

Q : มีหลายคนยุให้ออกหนังสือเล่มของตัวเองเสียที
แต่ตอนนี้คิดว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม และเลือกที่่จะรออีกสัก 2-5 ปีค่อยมีหนังสือเป็นของตัวเอง  
คิดแบบนี้ถูกไหม? 


A : เคยได้ยินคำกล่าวทำนองนี้ไหมคะ
" ไม่ว่าคุณจะคิดว่าคุณทำได้หรือทำไม่ได้ มันก็  ถูกสำหรับคุณ ทั้งนั้นแหละ "

ป๊อปเองก็เคยคิดแบบนี้ค่ะ ป๊อปก็เลือกที่จะรอเหมือนกัน เพราะมันถูกสำหรับป๊อปไง
บางทีตอนนี้คุณอาจกำลังรู้สึกว่า ฉันต้องสร้างคุณสมบัติบางอย่างเสียก่อน 
หรือฉันต้องแน่ใจในข้อมูลที่จะเขียนกว่านี้ก่อน ฉันถึงจะออกหนังสือ 
ในมุมนึงความคิดนี้ก็ถูกต้องสุดๆ เลยค่ะ 
เพราะมันคือการแสดงออกถึงความมีจรรยาบรรณในการเป็นนักเขียน
แต่ในมุมนึงความคิดนี้ก็อาจแปลว่า คุณกำลังประเมินตัวเองต่ำไปอยู่ก็ได้นะ ไม่แน่
ต้องพิจารณาตัวเองดี ๆ นะคะ

ป๊อปขอเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้ฟัง 2 เรื่องนะคะ
แต่ก่อนที่จะเล่าเรื่องแรก ขอเล่าเรื่องที่ 2 ก่อนนะ (อิอิ    ) 

มีครั้งหนึ่ง อ.เอ๋ อภัยลักษณ์ ตันตระบัณฑิตย์ (ที่ปรึกษาภาพลักษณ์คนแรกของประเทศไทย) 
เคยบอกป๊อปว่า ท่านคิดว่างานโกสไรเตอร์ (การเขียนหนังสือแทนโดยบันทึกเสียงการบรรยายจากเจ้าของเรื่อง) 
ดูเหมือนถ้าป๊อปได้ลองทำ ป๊อปน่าจะทำได้ดี
ตอนนั้นป๊อปตอบอย่างมั่นใจมากเลยว่า ไม่ใช่แน่นอน ทั้งที่ป๊อปก็ยังไม่เคยลองทำเลย
จนหลายปีต่อมา ป๊อปได้รู้จักกับเพื่อนคนหนึ่งเขาพูดและฟังภาษาไทยได้ แต่อ่านและเขียนภาษาไทยไม่ออก
เขาอยากออกหนังสือของตัวเองเพิ่ม ด้วยความที่รู้สึกว่าอยากช่วย เลยบอกว่าเราว่าเราช่วยได้นะ
ซึ่งนั่นทำให้ป๊อปได้ลอง และเมื่อได้ลองแล้วถึงได้รู้ว่า
เราทำได้และทำได้ดีมากด้วย (เป็นความรู้สึกส่วนตัวเมื่อเทียบกับตอนที่ตัวเองคิดว่าทำไม่ได้อ่ะค่ะ)
(แต่เล่มนี้ ตอนนี้ยังไม่ออกนะ)

อีกประสบการณ์หนึ่งคือ ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้อีก
คุณใหม่ ดร.วีรณัฐ โรจนประภา (ประธานมูลนิธิบ้านอารีย์) กำลังออกหนังสือชื่อ " คิดใหม่สู่การตื่นรู้ "  
 006-417x640.jpg (52 KB)
ตอนนั้นป๊อปเป็นพนักงานใหม่ในองค์กรของคุณใหม่ เพิ่งเข้าทำงานเดือนแรก
เห็นว่าในองค์กรของท่านทำวารสารชื่อ " บ้านอารีย์ "  
จึงได้ลองเสนอตัวเองเป็นคอลัมนิสต์ของนิตยสารนี้ หลังจากที่ส่งบทความให้ท่านอ่าน และท่านชอบมาก

ท่านจึงเรียกให้ลองเอางานเขียน " คิดใหม่สู่การตื่นรู้ " นี่แหละ
ให้ป๊อปไปลองอ่านดูว่าอยากเกลาตรงไหนให้คมขึ้นไหม 
ตอนแรกบอกท่านว่าไม่กล้าทำ กลัวทำได้ไม่ดี กลัวโดนท่านด่าถ้าทำได้ไม่ดี 
ท่านบอกว่าไม่ด่าหรอก แค่อยากให้ลองเอาไปทำดูก่อนแค่นั้นเอง 
หลังจากที่ป๊อปเอากลับมาลองทำ เชื่อไหมคะ ท่านชอบมาก 
และในระหว่างทำเนี่ย ป๊อปรู้สึกได้เลยว่า โห! นี่เราทำได้นี่หว่า! 
ไม่แค่นั้นค่ะ ป๊อปยังเสนอชื่อหนังสือใหม่ สีปกใหม่ และคำโปรยปกใหม่ให้ท่านได้ด้วย
แต่น่าเสียดายทั้งหมดไม่ได้ถูกเปลี่ยน 
แต่ชื่อหนังสือและคำโปรยปกที่ป๊อปเสนอ ได้ถูกทำไปไว้ในปีกปกซ้ายของหนังสือเล่มนี้

ประสบการณ์นี้จึงทำให้ป๊อปอยากสำนักพิมพ์ของตัวเอง 
และออกหนังสือทุกเล่มที่ตัวเองเขียนหรือเรียบเรียงภายใต้สำนักพิมพ์ของป๊อปเอง
เพื่อที่สิทธิ์ขาดในการจัดการทุกอย่างจะได้ขึ้นอยู่กับเราทั้งหมด
เพราะเมื่อเราอยากให้เป็นอีกอย่าง แต่เมื่อสิทธิ์ขาดอยู่ที่ผู้ใหญ่ ทุกกระบวนการจึงต้องขึ้นอยู่กับท่าน
ซึ่งของแบบนี้ไม่มีใครผิดใครถูกหรอกค่ะ แต่มันวัดกันได้ที่ผลลัพธ์ 
และป๊อปก็ทำนายอนาคตเป๊ะ ๆ 100% ไม่ได้หรอกค่ะว่า
หากผู้ใหญ่ยอมเปลี่ยนสีปก เปลี่ยนชื่อหนังสือ เปลี่ยนคำโปรย หรืออื่น ๆ ตามป๊อปแล้ว 
ยอดจำหน่ายหนังสือเล่มนี้มันจะมากกว่าสีปกเดิม ชื่อหนังสือเดิม คำโปรยเดิม ที่ผู้ใหญ่เป็นฝ่ายเลือกหรือเปล่า
มันเป็นแค่การประเมินตามความรู้สึกของป๊อปเท่านั้นเอง
แต่ทุกประสบการณ์ครั้งนั้น คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้ป๊อปสร้างสำนักพิมพ์ Billionaire Publishing ของตัวเองจนได้ :) 

ของบางอย่าง ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้หรอกว่าเราทำได้ดีแค่ไหน และพาเราไปสู่บทบาทอะไรใหม่ ๆ ได้บ้าง
และต้องบอกเลยว่าถ้าป๊อปไม่เคยลองทำ  2 อย่างนี้
ป่านนี้ป๊อปว่าป๊อปไม่ได้เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์แน่ ๆ และก็คงไม่ได้เป็นโกสไรเตอร์ด้วย เผลอ ๆ แม้แต่นักเขียนก็ไม่ได้เป็น
แต่เมื่อได้เป็นทั้ง 3 อย่างที่ว่านี้แล้วก็ติดใจจนถึงขนาดที่ว่า ตลาดหนังสือกระดาษขายได้น้อยลงแค่ไหน 
แต่ป๊อปก็ยังเชื่อเสมอว่า " ตัวจริง "  จะอยู่ในธุรกิจนี้ได้ตลอดไป และอยู่ได้ดีด้วย 
ว่าแล้วก็ขอแนะนำหนังสือสักเล่ม " ฝันใหญ่ใจต้องนิ่ง "  ของคุณบิ๊ก ณภัทร ตั้งสง่า 
เล่มนี้ดีมาก ๆ ค่ะเขาพูดถึงเรื่องการเขียนหนังสือและธุรกิจหนังสือไว้ด้วย อยากให้ลองไปหาอ่านกันดูนะคะ 
 18685695_10155176146072850_2110986402_n.jpg (106 KB)

กลับมาที่ความสงสัยของคุณกันต่อ...

บางทีการเลือกที่จะรอก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าต่อตัวคุณและต่อผู้ที่จะได้รับสิ่งดี ๆ จากสิ่งที่คุณทำได้มากกว่าจริง ๆ
แต่บางทีการเลือกที่จะรอ
มันก็อาจทำให้ความช่วยเหลือที่คุณสามารถมอบให้ผูัที่กำลังตกทุกข์ได้อย่างมากมาย
ไปถึงคนได้น้อยกว่า
หากเทียบกับการที่ความช่วยเหลือจากผลงานของคุณนั้นมีออกมาตั้งนานแล้วก็เป็นได้
(ไม่งงใช่ไหมอ่ะ :D ถ้างงก็อ่านประโยคนี้ซ้ำ ๆ จนกว่าจะหายงงนะ 555    


คุณอาจคิดว่า
เรื่องที่คุณทำ มีคนทำได้ดีกว่าคุณอยู่แล้ว 
คุณอาจคิดว่า หนังสือของคุณอาจจะเกะกะชั้นวาง 
กลัวหนังสือของคุณจะไปเบียดหนังสือดี ๆ เล่มอื่นที่เขาควรจะขายได้
ต้องไปอยู่หลังร้านเพราะหนังสือของคุณมาเบียดบัง
เรื่องแบบนี้ป๊อปคิดมาหมดแล้ว
ถ้าถามว่าป๊อปคิดถูกไหม ก็อย่างที่บอกว่า มันถูกสำหรับป๊อปไง 

แต่จากประสบการณ์ป๊อปที่ป๊อปเขียนอย่างต่อเนื่องจนทำให้มีบทความออนไลน์มาหลายร้อยบท 
และกำลังจะออกหนังสือของตัวเองในปีนี้ ป๊อปแนะนำอย่างนี้นะคะ 
คุณลองจัดเวลาว่างในการเขียนของคุณให้สม่ำเสมอ 
ถ้าครั้งไหนนั่งเขียนแล้ว เขียนไม่ออกก็ไม่ออก ไม่เป็นไร
บอกตัวเองไว้ว่า ตลอด 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมงนี้ฉันจะไม่ลุกจากตรงนี้
จะลองนั่งเขียนอะไรที่คิดออกดูก่อน
เชื่อไหมว่า บางทีเครื่องก็ติดจนคุณหยุดไม่ได้ และวันนั้นสิ่งเกิดขึ้นคือคุณอาจจะนั่งเขียนได้ยาวเหยียดทั้งวันเลยก็ได้ 

และหากครั้งไหนที่อยู่ดี ๆ มีไอเดียดี ๆ กำลังพุ่งพล่านจนอยากเขียน
แนะนำให้รีบเขียนเลยค่ะ เพราะหากรอไปเขียนในเวลาอื่น 
คุณอาจจะนึกไม่ออกแล้วว่าวิธีการเรียบเรียงแบบที่อยากเขียนในตอนแรกไปเลยก็ได้
แต่หากในเวลาที่ไอเดียคุณกำลังพุ่งพล่านแต่คุณไม่สะดวกมานั่งเขียนในตอนนั้น 
คุณก็สามารถหาทางบันทึกมันไว้ให้มากที่สุดเท่าที่พอจะทำได้ก่อน
ไม่ว่าจะด้วยการจด หรือการบันทึกเสียงตัวเองเอาไว้
แล้วรีบจัดเวลามาเขียนมันให้เร็วที่สุด เพราะหากปล่อยไว้นาน 
คุณอาจจะนึกอะไรเกี่ยวกับบทความนี้ไม่ออกไปหลายอย่างเลย 
หรืออาจจะนึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าที่ฉันจดนี่คืออะไรฟ๊ะนี่!?! 

และที่สำคัญ คุณต้องอ่านบทความที่คุณเขียนซ้ำ ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบหลาย ๆ รอบ
เพราะคุณจะเจอจุดที่คุณอยากแก้ไขหรือเพิ่มเติมแง่มุมบางอย่างลงไปอย่างแน่นอนค่ะ

และอีกพื้นที่หนึ่งที่คุณจะสามารถใช้ฝึกการเขียนของคุณได้ดีก็คือ
บน Facebook หรือพื้นที่อื่น ๆ ในโลกออนไลน์ 
เมื่อไหร่ที่คุณอยากจะโพสต์อะไรสักอย่างลงบนโลกออนไลน์
ลองตั้งใจทำให้โพสต์นั้นของคุณออกมาดีที่สุดเท่าที่มันจะเป็นไปได้ดูสิคะ
เพราะพื้นที่เหล่านี้คือพื้นที่ชั้นดีที่คุณจะได้ฝึกฝน
และได้รับความคิดเห็นสะท้อนผลงานของคุณจากคนในโลกออนไลน์ 
ซึ่งนอกจากจะช่วยให้คุณได้เรียนรู้ว่าคนอ่านชอบอะไร ไม่ชอบอะไรแล้ว
คุณยังได้สะสมบทความมากมายบนพื้นที่นั้นเอาไว้เผื่อนำมารวมเล่มได้ง่ายขึ้นอีกด้วย 
ซึ่งหากคุณทำอย่างนี้เรื่อย ๆ คุณจะมีบทความสะสมเยอะมาก

ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณควรจะออกหนังสือหรือยังหรอกค่ะ
แต่มันคือคุณจะได้ออกหนังสือของคุณภายใน 5 ปีอย่างที่คุณเคยบอกกับตัวเองวันนี้หรือเปล่ามากกว่า
ถ้าตลอด 5 ปีนี้ คุณไม่ได้วางแผนและจัดเวลาในการเขียนหนังสือเอาไว้เลย
ถึงตอนนั้นคุณก็ยังไม่มีหนังสืออกมาอยู่ดี 
และอาจจะคิดเหมือนที่วันนี้คุณคิดแหละว่าตอนนี้ฉันยังไม่พร้อม รออีก 2-5 ปีถึงจะเป็นเวลาที่เหมาะสม

ป๊อปแนะนำให้คุณลองลงเรียนคอร์สออนไลน์ของพี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ ดูนะคะ
ชื่อคอร์สว่า " เขียนไม่กี่คำ ทำเงินกว่า "  
ขนาดป๊อปเป็นนักเขียนมาหลายปีแล้วก่อนไปลงเรียนออนไลน์คอร์สนี้
ป๊อปยังรู้สึกเลยว่า ถ้าป๊อปไม่ได้เรียนคอร์สนี้ 
ป๊อปอาจจะออกหนังสือของตัวเองช้าออกไปกว่าที่วางแผนเอาไว้อีกก็ได้

ท่านใดสนใจอยากลองลงเรียนคอร์สนี้ดูบ้าง
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ >> http://www.SkillLane.com/course_bundles/how-to-become-a-bestseller-author-completed ได้เลยนะคะ
พี่บอย (ผู้สอนคอร์สนี้) คือผู้เขียนหนังสือ Bestseller ระดับตำนานมากมาย
อาทิ " งานไม่ประจำทำเงินกว่า " , " หนังยางล้างใจ "
และอยู่เบื้องหลังหนังสือระดับ Bestseller อีกมากมายหลายเล่ม
ลิงก์ที่หามาให้นี้ คือลิงก์จากหน้าโปรโมชั่นของคอร์สนี้ที่รวมตอนที่ 1 และ 2
ในราคาเพียง 4,000.- จากปกติ 5,000.-
ไม่แค่นั้นค่ะ งานนี้ SkillLane (ศูนย์รวมคอร์สออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย) เขาใจดี
ให้ผู้เรียนสามารถดูได้ซ้ำ 1 ปี จากปกติดูได้แค่ตอนละ 6 เดือนอีกด้วย!!

บอกเลยนะคะว่าในการแนะนำคอร์สออนไลน์คอร์สนี้ กระทั่งหาลิงก์โปรโมชั่นมาให้ หามาให้ด้วยใจ ไม่ได้ค่าโฆษณาใด ๆ ทั้งสิ้น 555    aaa.jpg (442 KB)



และป๊อปขออนุญาตฝากเรื่องสำคัญมาก ๆ ให้คุณลองไปพิจารณาอีกสักเรื่องนะคะว่า

คนเราจะตายวันไหนไม่รู้นะจริงไหมคะ
ลองถามตัวเองว่าถ้าสมมติวันนี้คุณตายไปแล้ว คุณเสียดายไหมที่คุณไม่ได้ออกหนังสือ
ถ้าไม่เสียดาย งั้นก็เลือกทำในแบบของคุณ มันไม่มีผิดไม่ถูกอยู่แล้ว 
การออหหนังสือมันเป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่ทำก็ไม่ได้ผิดบาปกับใคร
แต่ถ้าอยากออกหนังสือก่อนตาย 
คุณต้องเริ่มอะไรสักอย่างตั้งแต่วันนี้ อะไรก็ได้ที่พอจะเริ่มได้เลย ลองไปคิดข้อนี้ดูนะคะ

ขอให้โชคดีค่ะ 

..........................................................................................................................................

ขอขอบคุณภาพจาก The New York Times, Veeranut.com, Big Napat - Viral Stories Fanpage, SkillLane.com


เปิดอ่านแล้ว : 116

<< Back